Author Archives: Rose Ellis

6 ไอเท็มบนโต๊ะทำงาน ช่วยสร้างบรรยากาศการทำงานให้สบายใจขึ้น

การมี ไอเท็ม ที่เราชื่นชอบอยู่ใกล้ตัวย่อมทำให้เรามีความสุขอยู่แล้ว ยิ่งเวลาที่เรารู้สึกเบื่อ แค่ได้เห็นหรือได้ใช้ไอเท็มเหล่านั้น ก็สามารถทำให้คลายเครียดลงได้ แน่นอนอยู่แล้วว่าช่วงเวลาที่อาจมีความเครียดแฝงอยู่มากที่สุดคือ ช่วงเวลาของการทำงาน บรรยากาศการทำงานจึงสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับมนุษย์ออฟฟิตที่ต้องนั่งทำงานตลอดทั้งวัน บางคนหอบงานกลับมาทำที่บ้านอีก

พื้นที่ส่วนตัวนั้นจะต้องมีการจัดให้ดูมีระเบียบเรียบร้อย เลือกจัดวางของหรือแต่งโต๊ะตามสไตล์ของเรา เพราะจะมีผลต่อการสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน ทำให้เราสามารถทำงานต่อไปได้แบบยาวๆ ไม่เบื่อหน่าย วันนี้เราเลยหยิบ 6 ไอเท็มบนโต๊ะทำงาน ช่วยสร้างบรรยากาศการทำงานให้สบายใจขึ้น ที่มีไว้แล้วคุณจะผ่อนคลายสบายใจอย่างแน่นอน

1.ต้นไม้ต้นเล็กๆ
ต้นไม้มีส่วนช่วยทำให้เรารู้สึกคลายเครียดมากขึ้น เนื่องจากการเห็นสีเขียวจะทำให้เรารู้สึกสบายตา ต้นไม้จึงเป็นจุดพักสายตาที่ดี เพียงแค่หาต้นไม้ต้นเล็กๆ มาใส่กระถางลายน่ารักๆ ที่คุณชื่นชอบหรือสีโทนเดียวกับโต๊ะ เพียงแค่นี้ก็ทำให้บรรยากาศดูสดชื่นขึ้นได้ หรือเลือกเป็นต้นไม้มงคลช่วยเสริมในด้านต่างๆ ก็ได้

2.รูปภาพ
การมีรูปภาพที่เราชื่นชอบอยู่บนโต๊ะทำงานทำให้เรามีกำลังใจในการทำงานมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปครอบครัว คนรัก สัตว์เลี้ยง รูปของช่วงเวลาแห่งความสุข สถานที่ท่องเที่ยวที่อยากไป งานศอลปะ หรือแม้แต่คำคมที่ชื่นชอบ ก็สามารถนำมาวางหรือติดเข้ากับผนังได้ เวลาหันไปมองกำลังใจจะเพิ่มมากขึ้นมาเลย

3.ขนมขบเคี้ยว
หลายคนเวลาคิดงานไม่ออกก็มักจะเกิดอาการหิวกันเกิดขึ้น การมีขนมขบเขี้ยวเล็กๆ น้อยๆ กินระหว่างการทำงาน ทำให้ทำงานได้เพลิน สมองแล่นมากยิ่งขึ้น หรือถ้าเป็นสายสุขภาพลองเป็นจานผลไม้ที่ชื่นชอบสักจาน กินแล้วจะทำให้รู้สึกแฮ็ปปี้คลายเครียดจากงานขึ้นมาทันที แต่อย่าเผลอกินมากจนเกินไป อาจทำให้อิ่มแล้วง่วงได้

4.แก้วน้ำเซรามิกคู่ใจ
แก้วน้ำถือเป็นไอเท็มสำคัญของชาวออฟฟิต ไม่ว่าเราจะดื่มน้ำ หรือ ชงกาแฟ ก็จำเป็นต้องใช้ถือไปถือมา การมีแก้วน้ำเก๋ๆ คู่ใจสักใบใส่น้ำอุ่นดื่มแล้วจะช่วยให้ความรู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น

5.ตุ๊กตาตั้งโต๊ะ
ถ้ายังมีที่วางเหลือบริเวณโต๊ะ ลองหาตุ๊กตาตัวเล็กๆ มาประดับเอาไว้ดูเล่น อาจจะเป็นของสะสมหรือเป็นตัวการ์ตูนที่เราชื่นชอบก็ได้ นอกจากจะเป็นของตกแต่งแล้วยังถือว่าเป็นจุดผ่อนคลายที่แสดงถึงความเป็นตัวเราได้อีก

6.สมุดโน๊ตเล่มโปรด
บางคนอาจจะเครียดจากการคิดงานไม่ออก ลองพักสมองแค่ช่วงเวลานึง เขียนสิ่งต่างๆ ที่เราต้องทำ จดโน๊ตสิ่งที่ชื่นชอบ แปะรูปหรือวาดรูปจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้ เป็นเหมือนงานอดเรกคลายเครียดได้เลย

5 วิธีการสร้างรายได้สำหรับเด็ก

การสร้างรายได้ในฐานะที่เป็นเด็กนั้นเป็นเรื่องยากแต่หากคุณทำตามเคล็ดลับเหล่านี้คุณอาจจะรวยได้ บทความนี้จะแสดงวิธีมากมายในการสร้างรายได้และคาดว่าคุณน่าจะอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะสามารถรับจ้างทำงานในบริษัทหรือองค์กรได้

1. การรับจ้างทั่วไป
1.1 ทำความสะอาดและซักล้าง
– ล้างรถยนต์และจักรยาน ทำให้รถยนต์หรือจักรยานเปียก ขัดด้วยแปรงที่ชุบสบู่แล้วจึงล้างออก หากเป็นรถ คุณต้องล้างกระจกหลังจากนั้น (ห้ามล้างก่อนเพราะมันจะกระเด็น!) เก็บค่าล้างรถมากกว่าจักรยานเพราะว่ารถคันใหญ่กว่าจักรยาน

ถามเจ้าของรถก่อนเสมอว่าผลิตภัณฑ์และฟองน้ำ แปรงขัดหรือผ้าชนิดใดที่พวกเขาจะให้คุณใช้กับรถได้ บางคนจุกจิกเกี่ยวกับเรื่องนี้และกังวลว่าคุณจะขูดข่วน ชะล้างผิวและสร้างปัญหาที่เกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ถูกต้อง อย่าสรุปเอาเอง ถามก่อนเสมอ

– ทำความสะอาดบ้านของเพื่อนบ้านที่ไว้ใจ ล้างกระจก กวาดพื้น ล้างทางเข้า ปัดฝุ่นหรืออะไรก็ได้ที่พวกเขาขอให้คุณทำความสะอาด

ถามเจ้าของก่อนเสมอว่าผลิตภัณฑ์ใดที่พวกเขาจะให้คุณใช้ พวกเขาน่าจะให้ผลิตภัณฑ์กับคุณเพื่อใช้ทำความสะอาด

– ทำงานบ้านเพิ่มขึ้นที่บ้านของตัวเอง การปัดฝุ่น ดูดฝุ่น กวาดพื้นและขัดกระจกเป็นความคิดที่ดี ต่อรองข้อตกลงตามที่คุณสามารถทำได้ อาจจะเป็นเศษหนึ่งส่วนสี่ของค่าจ้างที่พวกเขาจะจ่ายให้พนักงานทำความสะอาดที่เป็นมืออาชีพ จำไว้ว่าการทำงานบ้านเหล่านี้นอกเหนือจากงานบ้านที่คุณต้องช่วยเหลือทั่วไป

2. ดูแลสวน
– ตัดหญ้า ทำสิ่งนี้ถ้าหากคุณโตพอที่จะสามารถใช้เครื่องตัดหญ้าอย่างปลอดภัย คิดค่าบริการตามขนาดของสวน โฆษณาการบริการของคุณให้กับชุมชนได้รับรู้

  • ดูว่าส่วนไหนของสวนที่คุณต้องจัดการและตัดหญ้าสั้นแค่ไหน
  • ถามถึงสัตว์เลี้ยงและกั้นพวกมันให้ห่างจากสวนก่อนที่คุณจะตัดหญ้า
  • ถามถึงอะไรก็ตามที่คุณต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อที่คุณจะไม่ตัดโดยพละการ เช่น แปลงดอกไม้หรือพืชที่มองเห็นได้ยาก

– กวาดใบไม้ให้เพื่อนบ้าน สิ่งที่คุณต้องใช้คือคราด (และถุงขยะใบใหญ่)

3. ดูแลสัตว์เลี้ยง
– พาสุนัขไปเดินเล่น สุนัขชอบให้คนดูแลและออกกำลังกายและคุณจะสามารถช่วยเจ้าของได้มากในการพาสัตว์เลี้ยงไปเดินเล่น หากคุณพาสุนัขไปเดินเล่น คุณต้องปล่อยให้มันอยู่นอกบ้านนานเท่าที่มันต้องการ สุนัขไม่ชอบเดินเล่นแค่ 30 วินาที

  • อายุมากพอที่จะสามารถพาสุนัขไปเดินเล่น ผู้เชี่ยวชาญด้านสุนัขกล่าวว่ามันไม่ปลอดภัยสำหรับเด็กในการพาสุนัขไปเดินเล่นตามลำพังและมันยากที่จะห้ามไม่ให้สุนัขกัดกันหรือเล็งเห็นปัญหาของสุนัขได้ทันเวลาที่จะห้ามอุบัติเหตุหรือเกิดปัญหากับสุนัข คุณควรทำสิ่งนี้กับพี่น้องที่โตกว่า
  • รู้วิธีจัดการกับสายจูงหรือล่ามเพื่อควบคุมสุนัข รู้คำสั่งทั้งหมดของสุนัขแต่ละตัวและฝึกการทำสิ่งนี้ก่อนที่จะพาสุนัขไปเดินเล่น หากสุนัขไม่เชื่อฟังคุณก่อนที่คุณจะออกจากบ้าน มันจะไม่ฟังคุณเวลาที่คุณพามันไปเดินเล่น

– ดูแลสัตว์เลี้ยงของเพื่อนบ้านเวลาที่พวกเขาไม่อยู่ คุณต้องดูแลสัตว์เลี้ยงเป็นอย่างดีรวมไปถึงการทำความสะอาดและให้อาหารในปริมาณที่เหมาะสม อย่ารอจนถึง 1 วันก่อนที่เพื่อนบ้านจะกลับเพื่อล้างถาดขับถ่ายหรือถาดใส่อาหารของสัตว์เลี้ยง ใส่ใจเพื่อดูปริมาณอาหารที่เหมาะสมก่อนที่เพื่อนบ้านจะไม่อยู่บ้าน

  • ขอข้อมูลติดต่อทั้งหมดจากเพื่อนบ้านเพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะสามารถติดต่อพวกเขาได้หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือเพื่อสอบถามคำถามทั่วไป เช่น สถานที่เก็บอาหารสำรองของสัตว์เลี้ยง

4. ดูแลเด็ก
– รับเลี้ยงเด็กที่เล็กกว่า ก่อนที่คุณจะรับงานดูแลเด็ก คุณต้องมีอายุอย่างน้อย 11 ปีและได้รับการรับรองการดูแลเด็กจากสภากาชาด คุณไม่มีทางรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น คุณต้องอ่านเคล็ดลับเกี่ยวกับการรับเลี้ยงเด็กบนวิกิฮาว

5. งานรับจ้างอื่นๆ
– ดูแลบ้านของเพื่อนบ้านเวลาที่พวกเขาไม่อยู่ เพียงแค่รดน้ำต้นไม้และทำความสะอาด มันสนุกและสร้างรายได้

  • ขอข้อมูลติดต่อจากเพื่อนบ้านเพื่อที่คุณจะสามารถติดต่อพวกเขาได้หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือสอบถามคำถาม อีเมลเป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วเช่นเดียวกับการส่งข้อความ
  • ขอให้เพื่อนบ้านแสดงวิธีการล็อคประตูหน้าบ้านและวิธีแปลกๆ ในการล็อกมัน คุณต้องล็อคบ้านทุกครั้งหลังจากที่คุณออกไปเพราะคุณคงไม่ต้องการรับผิดชอบหากเกิดเหตุโจรขึ้นบ้านเพราะคุณลืมล็อกบ้านให้เรียบร้อย

– ทำเล็บคนอื่น หากคุณสามารถเพ้นท์เล็บได้อย่างสวยงามและประณีต คุณสามารถเรียกเก็บค่าบริการ 150 บาทต่อครั้ง คุณยังสามารถทำสิ่งที่ตื่นเต้นมากขึ้น เช่น เพ้นท์เล็บรูปแตงโม

– รีไซเคิลของที่จะสร้างรายได้ ขวด กระป๋องและหนังสือพิมพ์สามารถนำไปรีไซเคิลได้ ถามพ่อแม่ว่าพวกเขาสามารถพาคุณไปยังแหล่งรีไซเคิลแถวบ้านเพื่อที่คุณจะสร้างรายได้ได้หรือไม่ คุณต้องเป็นคนเก็บรวบรวม ทำความสะอาดและใส่ภาชนะบรรจุ อย่าคาดหวังให้พ่อแม่ทำสิ่งนั้น สิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมแต่มันยังเป็นวิธีที่ดีในการสร้างรายได้อีกด้วย

– เสนอที่จะทำเฉพาะสิ่งที่คุณสามารถทําได้ อย่าแกล้งทำว่าคุณทำบางอย่างเก่งเมื่อคุณทำไม่เก่ง สิ่งนี้จะทำให้ผู้คนผิดหวังและอาจจะทำให้พวกเขารำคาญ ถามผู้คนว่าพวกเขาต้องการให้คุณใช้อะไรในการทำความสะอาดให้กับพวกเขา ผู้คนส่วนใหญ่มีอุปกรณ์และกระบวนการที่พวกเขาชอบใช้เป็นประจำ

สำหรับ 5 วิธีการ สร้างรายได้สำหรับเด็ก ที่เรานำมานั้นเป็นเพียงการแนะนำเท่านั้น หากต้องการได้มากจริงๆ ก่อนจะทำอะไร เด็กๆ ควรจะปรึกษาพ่อแม่ หรือคนในครอบครัวก่อน เพราะจะได้ไม่เกิดอันตรายโดยไม่คาดคิดได้

5 วิธีแก้ปวดขาสำหรับชาวออฟฟิตที่ต้องยืนบนรถไฟฟ้าทุกวัน

ถึงแม้การขึ้นรถไฟ้าจะประหยัดเวลาในการเดินทาง แต่ด้วยปริมาณของฝูงชนที่ใช้รถไฟฟ้าในช่วงเช้าจึงทำให้เราต้องทนยืนไปตลอดจนสุดสาย และเพราะการยืนนานๆ ในบางครั้งอาจส่งผลต่อสุขภาพของขาจนทำให้มีอาการปวดเมื่อยเรื้อรัง วันนี้เราจึงไม่พลาดที่จะนำ 5 วิธีแก้ปวดขาสำหรับชาวออฟฟิตที่ต้องยืนบนรถไฟฟ้าทุกวัน กัน

1.ยืดกล้ามเนื้อให้ผ่อนคลาย
การยืนบนรถไฟฟ้าเป็นระยะเวลานานๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งและเกิดความเมื่อยล้า จนปวดขาได้ ดังนั้นเราจึงควรยืดกล้ามเนื้อให้เกิดความผ่อนคลายทันทีที่ถึงบ้านก็จะช่วยลดอาการปวดบวมและเมื่อยล้าให้ทุเลาลง โดยเราสามารถยืดกล้ามเนื้อได้ตั้งแต่วิธีเบสิคอย่าง การขยับนิ้วเท้าขึ้นลงเป็นจังหวะ การยืนบนส้นเท้าแล้วยกฝ่าเท้าข้างหน้าขึ้นเพื่อทิ้งน้ำหนัก ไปจนถึงการนั่งเหยียดขาตรงแล้วเอื้อมมือไปแตะฝ่าเท้าด้านหน้า ซึ่งวิธีที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นวิธีผ่อนคลายกล้ามเนื้อและช่วยลดความเมื่อยล้าจากการยืนที่ได้ผลเป็นอย่างดี

2.ใช้น้ำเย็นนวดฝ่าเท้า
ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นตะคริว เพราะในบางครั้งการคลึงฝ่าเท้าไปบนขวดน้ำดื่มที่แช่เย็นจัด ก็สามารถลดอาการปวดเมื่อยได้อย่างชะงัก โดยให้ทำสลับสองข้างราวๆ เพียง 15 นาทีต่อวัน เท่านี้อาการบวมเกร็งและคลายความเมื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันก็มลายหายเป็นปลิดทิ้งแล้ว

3.แช่เท้าในน้ำเกลือยิปซั่ม
เราสามารถใช้ช่วงเวลาวันหยุดในทำสปาเท้าเพื่อความผ่อนคลายง่ายๆ ได้ที่บ้าน ด้วยการนำ ‘เกลือยิปซั่ม’ หรือ ‘เกลือแมกนีเซียมซัลเฟต’ ที่เรารู้จักกันดีมาผสมกับน้ำอุ่นเพื่อแช่ฝ่าเท้าราวๆ 15 นาที ทั้งนี้น้ำอุ่นและเกลือยิปซั่มจะช่วยในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อพร้อมช่วยลดอาการบวมตึงจากการยืนเป็นระยะเวลานานๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม

4.ลูกเทนนิสช่วยได้
นำ ‘ลูกเทนนิส’ หรือ ‘ลูกบอลทรงกลม’ ที่มีขนาดราวๆ กำปั้นมาวางบริเวณกึ่งกลางเท้า จากนั้นใช้เท้ากดน้ำหนักและคลึงไปมา สลับกับการยืนบนพื้นปกติ ทำแบบนี้ราวๆ 10 เซ็ตหรือ 15 นาทีต่อวัน ก็จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็งของฝ่าเท้า หรือปวดขาจากการยืนมาตลอดทั้งวันได้เช่นกัน

5.พาดขาบนที่สูง
การยกขาให้สูงกว่าลำตัวถือเป็นหนึ่งในท่ากายบริหารที่จะช่วยลดอาการหดเกร็งและคลายความเมื่อยล้าของขาได้ โดยเราสามารถใช้เก้าอี้หรือหมอนมาซ้อนกันเพื่อวางพาดขาให้ได้มุมประมาณ 45 องศา หากไม่สะดวกอาจใช้วิธีการนอนชิดกำแพงแล้วเอาขาพาดผนังทิ้งไว้ราวๆ 5 นาทีก็ย่อมได้ การทำเช่นนี้จะช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยังช่วยลดอาการบวมของเท้าที่เกิดจากการยืนเป็นระยะเวลานานๆ อีกด้วย

แค่ทำตาม 5 วิธีแก้ปวดขาสำหรับชาวออฟฟิตที่ต้องยืนบนรถไฟฟ้าทุกวัน ที่เรานำมา ไม่ว่าผู้คนบนรถไฟฟ้าจะแน่นหรือต้องยืนไกลแค่ไหน ชาวออฟฟิตก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว

ไข่ขาวดีต่อสุขภาพอย่างไร มีประโยชน์อะไรบ้าง

สำหรับ ไข่ขาว นั้น หลายๆ คนคงยังงงว่า มีด้วยหรอคนที่กินเพียงแค่ไข่ขาวอย่างเดียว แล้วมันมีจะมีประโยชน์ไหม เพราะปกติแล้วก็เคยได้ยินแต่ว่าไข่แดงมีประโยชน์ แต่ในปัจจุบันนี้ความนิยมในการกินไข่ขาวเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

กระทั่งในปัจจุบันมีไข่ขาวบรรจุขวดขายตามท้องตลาดให้เลือกใช้กันอย่างสบาย ทำให้หลายคนที่ยังไม่เคยกินไข่ขาวแบบจริง ๆ จัง ๆ สงสัยว่า ไข่ขาวดีต่อสุขภาพอย่างไร มีประโยชน์อะไรบ้าง ทำไมถึงนิยมกัน

ไข่ขาว สารอาหารไม่ธรรมดา
ไข่ไก่ฟองใหญ่ 1 ฟอง น้ำหนักราว ๆ 50 กรัม มีปริมาณไข่ขาวหรืออัลบูมินประมาณ 58% ของไข่ทั้งฟอง โดยมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลักถึง 88% มีโปรตีน 11% โดยประมาณ ซึ่งโปรตีนในไข่ขาวมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ทั้งโอวัลบูมิน (Ovalbumin) โคนัลบูมิน (Conalbumin) และอะวิดิน (Avidin)

ไข่ขาว 1 ฟอง ให้พลังงานประมาณ 15 กิโลแคลอรี มีโปรตีน 4 กรัม และนอกจากโปรตีนแล้ว ไข่ขาวยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด ทั้งแคลเซียม วิตามินเอ วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 6 และบี 12 เลซิติน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และสารอาหารอื่น ๆ อีกมากมาย อีกทั้งยังมีไขมันและคอเลสเตอรอลน้อยมาก ต่างจากไข่แดงที่ 1 ฟอง ให้พลังงานประมาณ 55 กิโลแคลอรี และมีคอเลสเตอรอลประมาณ 180-200 มิลลิกรัม

ประโยชน์ของไข่ขาวต่อสุขภาพ

1. เป็นโปรตีนคุณภาพดี
ไข่ขาวมีโปรตีนอัลบูมิน ซึ่งจัดว่าเป็นโปรตีนชนิดที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้มากเกือบ 100% แถมยังเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย จึงจัดได้ว่าไข่ขาวเป็นโปรตีนคุณภาพดี เหมาะกับผู้สูงอายุ ผู้รักสุขภาพ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง และผู้ที่ต้องการเสริมโปรตีนให้ตัวเอง

2. กระตุ้นการทำงานของร่างกาย
ไข่ขาวมีกรดอะมิโนที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับอยู่มาก ด้วยเหตุนี้ไข่ขาวจึงช่วยส่งเสริมการทำงานของเอนไซม์ในร่างกายให้เป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งยังช่วยให้การหลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกายเป็นไปด้วยดีอีกด้วย

3. ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
โปรตีนในไข่ขาวมีปริมาณมากพอที่จะช่วยซ่อมแซมเซลล์เนื้อเยื่อในร่างกาย ป้องกันการเสียหาย และการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ นักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ๆ รับประทานไข่ขาวเสริมโปรตีนให้ร่างกายก็จะดี

4. บำรุงระบบประสาท
ไข่ขาวมีวิตามินและแร่ธาตุค่อนข้างมาก โดยเฉพาะวิตามินบี ที่เป็นวิตามินสำคัญที่ช่วยบำรุงระบบประสาทและการทำงานของสมอง ช่วยกระตุ้นความจำ และช่วยให้อารมณ์คงที่

5. เติมโปรตีนให้ผู้ป่วยโรคไต
ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังอาจมีภาวะไข่ขาวรั่ว คือมีปริมาณอัลบูมินในปัสสาวะมากเกินปกติ สังเกตได้จากลักษณะปัสสาวะที่เป็นฟองคล้ายฟองเบียร์ ซึ่งเมื่อเกิดภาวะไข่ขาวรั่ว ร่างกายผู้ป่วยโรคไตก็อาจขาดโปรตีนและสูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้ ดังนั้นไข่ขาวจึงเป็นอาหารเสริมที่ช่วยเติมโปรตีนให้ร่างกายผู้ป่วยโรคไตได้

6. ส่งเสริมภูมิคุ้มกัน
โปรตีนเป็นอีกหนึ่งอาหารสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน และเมื่อเรารับประทานไข่ขาวเข้าไป นอกจากจะได้รับโปรตีนแล้ว ร่างกายยังจะได้รับวิตามิน แร่ธาตุชนิดอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งล้วนแต่มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น

อย่างไรก็ดี การรับประทานไข่ขาวอย่างปลอดภัย ควรรับประทานไข่ขาวที่ปรุงสุกแล้ว เพื่อให้ความร้อนเข้าไปทำลายเชื้อโรคที่อาจมากับไข่ขาว และเพื่อสลายโปรตีนอะวิดินที่อาจไปขัดขวางการดูดซึมไบโอตินของร่างกายได้

7. บำรุงผิวหน้า
อย่างที่ทราบว่าไข่ขาวอุดมด้วยวิตามินหลากหลายชนิดที่สำคัญสำหรับผิว สาว ๆ หลายคนจึงนำไข่ขาวมาพอกหน้าเพื่อบำรุงผิวให้ขาวใส ไร้สิว เนียนนุ่ม ลดจุดด่างดำ แถมยังช่วยให้ผิวแข็งแรง ลดอาการแพ้ไปในตัว ประโยชน์ดีขนาดนี้ เราเลยมีสูตรพอกหน้าด้วยไข่ขาวมาบอกต่อให้คุณสาว ๆ ไปลองใช้กันด้วย

8. บำรุงผมสวย
นอกจากประโยชน์ความงามเรื่องผิวหน้าแล้ว ไข่ขาวยังช่วยให้ผมสวยได้อีกด้วย โดยให้นำไข่ขาวมาตีให้เป็นฟอง ผสมกับน้ำมันมะกอกเล็กน้อย คนให้เป็นเนื้อเดียวกันแล้วนำมาหมักผม ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที เสร็จแล้วสระผมให้สะอาด ทำแบบนี้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เส้นผมของคุณจะค่อย ๆ มีสุขภาพดีขึ้น ไม่ชี้ฟู แถมยังมีน้ำหนัก และเงางามอย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย

9. ช่วยรักษาแผล
เนื่องจากไข่ขาวสามารถเกาะบนผิวเราคล้ายกับฟิล์มได้ จึงถูกนำมาใช้ปฐมพยาบาลรักษาแผลพุพอง หรือแผลน้ำร้อนลวกในเบื้องต้น เพื่อลดความแสบร้อนลง โดยให้นำไข่ไก่มา 1 ฟอง แล้วแยกเอาเฉพาะไข่ขาวมาทาบริเวณที่ถูกน้ำร้อนลวกให้ทั่ว ทิ้งไว้สักพักจนแห้งจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด รอยแผลแดง หรือพุพองก็จะหายไป อย่างไรก็ตาม ก่อนทาไข่ขาวอย่าให้แผลโดนน้ำเย็น หรือแคะ แกะ เกา แผลเด็ดขาด เพราะจะทำให้หนังถลอก

5 สิ่งที่ควรรู้ ก่อนเลือกซื้อเครื่องซักผ้า

สำหรับเครื่องซักผ้านั้น เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ที่หลายๆ บ้านนั้นต้องมีเลย เพราะเครื่องซักผ้าสามารถช่วยให้เราลดการใช้แรงไปได้เยอะเลย ไม่ต้องมานั่งซักมือทีละตัวด้วยตัวเอง และในปัจจุบันนี้นั้นก็มีเครื่องซักผ้าหลายแบบให้เราเลือกซื้อ

วันนี้เราจึงมี 5 สิ่งที่ควรรู้ ก่อนเลือกซื้อเครื่องซักผ้า มาฝากกัน เพราะเครื่องซักผ้านั้นก็เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีราคาสูง การจะตัดสินใจซื้อทั้งที ก็ต้องมีความรู้และมีสติในการเลือกให้ดี

1. เครื่องซักผ้าฝาหน้า
ตัวเครื่องจะมีฝาเปิด-ปิดสำหรับใส่เสื้อผ้าอยู่ด้านหน้าของตัวเครื่อง เป็นระบบทำงานแบบอัตโนมัติวิธีการใช้จึงง่ายและเสร็จสมบูรณ์ได้เพียงแค่เลือกโปรแกรม ตัวเครื่องทำงานด้วยระบบมอเตอร์แนวดิ่งโดยการหมุนของการซักจะหมุนเป็นแนวนอนคอยหมุนผ้าให้ตกลงมาตามแรงโน้มถ่วงโลก ตัวถังสามารถเคลื่อนที่ได้ 6 ทิศทางและทำงานเงียบมากว่าเครื่องซักผ้าประเภทอื่น

ข้อดี ของเครื่องซักผ้าประเภทนี้คือมีฟังก์ชั่นเยอะในการเลือกซักผ้าในแต่ละแบบเพื่อความเหมาะสมในการซักผ้าของคุณ มีระบบการควบคุมอุณหภูมิน้ำและอุณหภูมิการอบแห้งซึ่งสามารถช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการตากผ้า และส่วนใหญ่แล้วตัวเครื่องจะมีระบบเซ็นเซอร์วัดปริมาณเสื้อผ้าและน้ำให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมกัน ไม่จำเป็นต้องโยกย้ายผ้าไปยังถังปั่นแห้ง ช่วยประหยัดน้ำ และประหยัดเวลา

ข้อด้อย ของเครื่องซักผ้าประเภทนี้คือบรรจุการซักเสื้อผ้าได้น้อย ราวๆ 7-12 กิโลกรัมต่อการซัก 1 ครั้งเท่านั้น หรือหากต้องการพื้นที่บรรจุที่มากขึ้นกว่านี้ราคาก็จะสูงขึ้นมากทีเดียว และมีวิธีการติดตั้งค่อนข้างยาก

2. เครื่องซักผ้าฝาบน
ตัวเครื่องจะมีฝาเปิด-ปิดสำหรับใส่เสื้อผ้าอยู่ด้านบนของตัวเครื่อง เป็นระบบทำงานแบบอัตโนมัติมีวิธีการใช้งานต่างๆคล้ายกับเครื่องซักผ้าฝาหน้า โดยการทำงานของการซักจะเป็นการหมุนแนวตั้ง ตัวถังสามารถเคลื่อนที่ได้ 3-6 ทิศทางขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่น

ข้อดี ของเครื่องซักผ้าประเภทนี้คือมีฟังก์ชั่นในการซักผ้าเยอะ มีระบบปั่นผ้าอัตโนมัติที่ปั่นผ้าหลังซักอยู่ในถังเดียวคล้ายๆเครื่องซักผ้าฝาหน้า จึงช่วยตัดความยุ่งยากในการโยกย้ายผ้าไปยังถังปั่น สามารถบรรจุเสื้อผ้าได้มากกว่าราวๆ 8-24 กิโลกรัม และใช้เวลาซักน้อยกว่าเครื่องซักผ้าฝาหน้าด้วย

ข้อด้อย ของเครื่องซักผ้าประเภทนี้คือด้วยขนาดที่ใหญ่อาจทำให้เสื้อผ้าที่คุณซักไม่สะอาดเท่าที่ควร และถึงแม้ว่าจะมีฟังก์ชั่นในการซักผ้าคล้ายคลึงกับเครื่องซักผ้าฝาหน้า แต่ก็ยังมีฟังก์ชั่นให้เลือกน้อยกว่าอยู่ดี และมีวิธีการติดตั้งค่อนข้างยากเช่นเดียวกับเครื่องซักผ้าฝาหน้า

3. เครื่องซักผ้า 2 ถัง (เครื่องกึ่งอัตโนมัติ)
ตัวเครื่องซักผ้าจะแยกออกเป็นสองถังอย่างชัดเจน โดยถังแรกเอาไว้สำหรับซักผ้า ส่วนถังที่สองจะเอาไว้สำหรับการปั่นแห้ง โดยทั้งสองจะมีฝาเปิด-ปิดอยู่ด้านบนของตัวเครื่อง

ข้อดี ของเครื่องซักผ้าประเภทนี้คือเรื่องของราคาที่ค่อนข้างมองเห็นได้อย่างชัดเจนเพราะมีราคาที่ถูก สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างง่าย ติดตั้งได้ง่าย ซักผ้าได้อย่างรวดเร็วเพราะถ้าเรามองเห็นว่ามันสะอาดแล้วสามารถกดปิดได้เลยทันที

ข้อด้อย ของเครื่องซักผ้าประเภทนี้คือต้องดูแลเรื่องการใส่น้ำ การระบายน้ำออก การหมุนปุ่มปั่นผ้าอยู่ตลอดเวลา หลังจากซักเสื้อผ้าเสร็จแล้วต้องย้ายเสื้อผ้าจากถังซักมาไว้ที่ถังปั่นเพื่อทำการปั่นแห้ง เสียงดัง และมีฟังก์ชั่นในการซักผ้าน้อยมากๆด้วย

หลังจากที่คุณรู้แล้วว่าเครื่องสักผ้ามีกี่ประเภท ตอนนี้เรามาดูกันว่าเครื่องซักผ้าแบบไหนกันนะที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณได้มากที่สุด

1. หากที่พักอาศัยของคุณมีบริเวณจำกัด เช่น คุณอาศัยอยู่คอนโด หรือ อพาร์ทเม้นท์ เครื่องซักผ้าฝาหน้าก็ตอบโจทย์ในพื้นที่แบบนี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยดีไซน์ที่เล็กกะทัดรัด ใช้งานง่ายและสะดวกเป็นอย่างมากเหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่ถ้าหากว่าคุณอาศัยอยู่บ้านหรือคุณมีพื้นที่สำหรับหรับการเคลื่อนย้าย ไม่กลัวพื้นสกปรก เครื่องซักผ้าฝาบนและเครื่องซักผ้า 2 ถังก็ตอบโจทย์ด้วยเช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราชอบใช้แบบไหนมากกว่ากัน

2. ไลฟ์สไตล์คุณเป็นอย่างไร คุณอาจจะเป็นพนักงานบริษัทไม่ค่อยมีเวลาว่าง พอจะมีเวลาหน่อยก็แสนเหนื่อยเหลือเกิน การซื้อเครื่องซักผ้าฝาหน้าและฝาบนก็จะตอบสนองไลฟ์สไตล์เหนุ่มสาวออฟฟิตเป็นอย่างดี

3. ราคาก็สำคัญ จริงอยู่ที่ใครๆก็อยากสบายแต่เครื่องซักผ้าที่เราถูกใจกลับราคาสูงยิบ ดูบัดเจทของตัวเองด้วยเพราะถ้าเราซื้อเครื่องซักผ้ามาในราคาที่เกินกำลังของกระเป๋าสตางค์ มันอาจะกลายเป็นภาระของเราเปล่าๆ กลับกลายเป็นว่าเหนื่อยมากกว่ามานั่งซักผ้าเองซะอีก

4. ประกันหลังการซื้อ หลังจากที่เรากำลังจะตัดสินใจซื้อเครื่องซักผ้าให้คำนึงถึงประกันด้วยว่ามีระยะเวลาประกันนานแค่ไหน เงื่อนไขของการประกันเป็นเช่นไร ศูนย์บริการได้มาตรฐานหรือไม่ บริการซ่อมด้วยอะไหล่แท้หรืออะไหล่เทียบเท่า เพราะมันต้องอยู่กับเราอีกนาน เช็คเอาไว้ก่อนจะได้ไม่ต้องไปเสียเงินซ่อมให้เสียเปล่า

5. สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ จะดีแค่ไหนกันนะถ้าเราได้ของแถมหรือแม้แต่การได้รับส่วนลด ณ ที่จ่าย หรือในการซื้อครั้งต่อไปหรือแม้แต่โปรโมชั่นอื่นๆ โดยเฉพาะในศูนย์บริการการขายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านจะมีสิทธิประโยชน์จัดเตรียมให้เราอยู่เสมอ

เราก็ได้รู้แล้วว่า5 สิ่งที่ควรรู้ ก่อนเลือกซื้อเครื่องซักผ้า นั้นมีสิ่งใดบาง แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันเลยคือการดูแลเครื่องซักผ้าของเราให้ดี หมั่นรักษาทำความสะอาด ดูวิธีการใช้อย่างรอบคอบ เพื่อการใช้งานที่มีประสิทธิภาพยาวนานยิ่งขึ้น

20 สรรพคุณของแครอท

สำหรับ แครอท นั้นเป็นพืชในแถบเอเชียตะวันออกและเอเชียกลาง เป็นที่นิยมปลูกและรับประทานทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีหลายขนาดตั้งแต่ขนาดเล็กเท่าดินสอไปจนถึงขนาดใหญ่ และมีหลากหลายสี เช่น สีเหลือง สีม่วง แต่ที่นิยมรับประทานนั้นจะเป็นแครอทสีส้มและยังจัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพอีกด้วย 

แครอทอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ เช่น เบตาแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี วิตามินอี ธาตุแคลเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และยังมีสารสำคัญคือสาร “ฟอลคารินอล” (falcarinol) ซึ่งช่วยต่อต้านเซลล์มะเร็ง เป็นต้น สำหรับประโยชน์ของแครอทนั้นที่เด่น ๆ ก็เห็นจะเป็นการนำมาใช้ประกอบอาหารได้อย่างหลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว ทั้งผัด ทอด แกง ต้ม ซุป สลัด ยำ ก็มีแครอทเป็นส่วนประกอบทั้งนั้น และยังมีเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่างน้ำแครอทปั่นอีกด้วย ยังไม่หมดเท่านี้สรรพคุณของแครอทที่ใช้เป็นยารักษาโรคก็ใช้รักษาได้อย่างหลากหลายเช่นกัน

20 สรรพคุณของแครอท

  1. ช่วยป้องกันเซลล์ผิวไม่ให้ถูกทำลายได้ง่ายจากมลภาวะแสงแดดต่าง ๆ
  2. ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย
  3. ช่วยบำรุงกระดูก ฟัน เหงือก เล็บ ให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
  4. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนช่วยในการชะลอวัยและการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
  5. ช่วยสร้างสร้างภูมิต้านทานโรคของร่างกายให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
  6. ช่วยยับยั้งต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง
  7. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย
  8. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
  9. ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด
  10. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระบบไหลเวียนของเลือด
  11. ช่วยบำรุงเซลล์ผิวหนัง
  12. ช่วยบำรุงเส้นผม
  13. ช่วยลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤษ์ อัมพาต
  14. ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจและภาวะหัวใจล้มเหลว
  15. ช่วยบำรุงและรักษาสายตา รักษาโรคตาฟาง และต้อกระจก
  16. ช่วยรักษาโรคถุงลมโป่งพองและไทยรอยด์เป็นพิษ
  17. ช่วยย่อยอาหาร และช่วยแก้และบรรเทาท้องผูก
  18. แครอทมีสรรพคุณใช้เป็นยาขับปัสสาวะ
  19. ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิไส้เดือน
  20. ช่วยบำรุงสุขภาพผิวให้สดใสเปล่งปลั่ง

ประโยชน์ของแครอท

  1. นิยมนำมาประกอบอาหารทั้งคาวและหวาน
  2. ใช้ทำเป็นน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพหรือน้ำแครอท หรือนำมาทำเป็นเค้กแครอท
  3. ในด้านความงาม นำน้ำแครอทผสมมะนาว ทาผิวหน้าบำรุงผิวพรรณ ลดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า
  4. ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางบางชนิด เช่น สบู่แครอท เป็นต้น

เมื่อเราได้รู้ 20 สรรพคุณของแครอท กันแล้ว ก็อย่าลืมทานแครอทกันนะ แครอทเป็นผักที่มีสารอาหารมากๆ แถมยังมีสีสันสดใสน่ากิน หากใครมีลูก แครอทก็เป็นตัวเลือกที่ดี ที่จะฝึกให้เด็กๆ ยอมกินผัก เพราะแครอทนั้นสามารถนำมาทำอาหารที่น่าตาน่ากินได้ง่าย 

ข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับถั่วงอก ประโยชน์จากการรับประทานถั่วงอก

ถั่วงอกประกอบไปด้วยสารอาหารหลายชนิด ทั้งโปรตีน กรดอะมิโน แคลเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย ซึ่งประโยชน์ของถั่วงอกอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรัง อย่างโรคเบาหวานและโรคมะเร็ง นอกจากนี้ ถั่วงอกยังให้พลังงานต่ำ จึงเหมาะกับผู้ที่กำลังลดความอ้วนหรืออยู่ในช่วงควบคุมอาหาร

ถั่วงอก คือ ต้นอ่อนของถั่วที่งอกจากเมล็ดถั่วดำ ถั่วเขียว ถั่วลันเตา หรือถั่วเหลือง โดยปกติคนไทยนิยมรับประทานถั่วงอกที่มาจากถั่วเขียวและถั่วเหลืองเป็นหลัก ซึ่งต้นอ่อนเหล่านี้มักถูกนำมาปรุงอาหาร ทั้งแบบสุกและดิบ อย่างในก๋วยเตี๋ยวหรือผัดไทย หลายคนอาจบริโภคถั่วงอกเพื่อรสชาติ แต่อาจยังไม่ทราบว่าถั่วงอกนั้นมีประโยชน์หรือโทษต่อสุขภาพอย่างไร ในบทความนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับถั่วงอก ประโยชน์จากการรับประทานถั่วงอก มาฝากกัน

ประโยชน์จากการรับประทานถั่วงอก
อย่างที่ได้กล่าวไปว่าถั่วงอกนั้นอุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด อีกทั้งยังให้พลังงานต่ำ ผู้ที่บริโภคถั่วงอกเป็นประจำก็อาจได้รับประโยชน์ ดังนี้

รักษาโรคผิวหนัง
สารโพลีฟีนอล (Polyphenol) ที่มีอยู่ในถั่วงอกเชื่อว่าอาจเป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคผิวหนัง โดยมีผลงานวิจัยงานหนึ่งที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณสมบัติของสารโพลีฟีนอลกับประโยชน์ทางการแพทย์ พบว่าสารโพลีฟีนอลมีสรรพคุณช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ ต้านเชื้อโรค ลดการอักเสบ และช่วยให้ผิวแข็งแรง จึงอาจเป็นประโยชน์ในการรักษาแผลเรื้อรัง แผลไหม้ โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง รวมไปถึงโรคที่เป็นอันตรายอย่างโรคมะเร็งผิวหนังด้วย นอกจากนี้ ยังช่วยแก้ปัญหาผิวต่าง ๆ เช่น รักษาสิว ลดริ้วรอย และจุดด่างดำ แต่งานวิจัยนี้ก็พบผลข้างเคียงจากการใช้อยู่บ้าง และไม่ใช่การศึกษาสารโพลีฟีนอลในถั่วงอกโดยตรง ดังนั้น หากใครต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารโพลีฟีนอลเพื่อการรักษาโรคหรือบำรุงผิว ควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการใช้ที่ปลอดภัย

ลดความเสี่ยงจากโรคเบาหวาน
ถั่วงอกมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อ ฟีโนลิค (Phenolic) ที่อาจเป็นประโยชน์ในการป้องกันโรคเบาหวาน โดยผลจากการศึกษาพบว่าสารฟีโนลิคอาจช่วยให้ร่างกายดูดซึมอาหารประเภทน้ำตาลและนำไปใช้ได้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ สารนี้ยังช่วยกระตุ้นการผลิตไกลโคเจนและปรับระดับไขมันในร่างกาย โดยปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานลง แต่การศึกษาดังกล่าวไม่ได้ระบุถึงผลข้างเคียงของสารฟีโนลิค จึงอาจต้องรอการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าสารชนิดนี้ไม่ส่งผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายหากรับประทานในปริมาณมาก

ลดความดันโลหิต
ความดันโลหิตสูงเป็นภาวะที่ค่อนข้างอันตราย เพราะผู้ที่มีภาวะดังกล่าวอาจมีความเสี่ยงของโรคร้ายแรงมากกว่าคนกลุ่มอื่น เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคสมองเสื่อม โดยจากการศึกษาพบว่า กรดอะมิโนและโปรตีนที่พบในสารสกัดจากถั่วงอกมีคุณสมบัติช่วยลดระดับของความดันโลหิต ดังนั้น การรับประทานถั่วงอกเป็นประจำก็อาจช่วยลดระดับความดันโลหิตในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาชิ้นนี้ไม่ใช่การรับประทานถั่วงอกโดยตรง แต่เป็นการศึกษาสารสกัดจากถั่วงอก ซึ่งคุณประโยชน์ด้านการลดความดันโลหิตก็อาจเปลี่ยนแปลงได้

ต้านการอักเสบ
ถั่วงอกประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและสารพฤษเคมีที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายในหลาย ๆ ด้าน โดยหนึ่งในสรรพคุณที่ถูกกล่าวถึง คือ การต้านการอักเสบ จากการศึกษาพบว่าสารอาหารหลายชนิดที่สกัดได้จากถั่วงอก อย่างโพลีฟีนอล กรดแกลลิก และฟลาโวนอยด์ มีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน จึงเชื่อกันว่าการบริโภคถั่วงอกอาจบรรเทาอาการของโรคที่ทำให้เกิดการอักเสบขึ้น เช่น โรคภูมิแพ้ โรคเบาหวาน หรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ อย่างไรก็ตาม การรักษาอาการอักเสบที่เกิดจากโรคต่าง ๆ ด้วยการรับประทานถั่วงอกควรรอการศึกษาในมนุษย์เพิ่มเติม เพื่อยืนยันถึงสรรพคุณดังกล่าว

ช็อกโกแลตมีกี่ชนิด และมีประโยชน์อะไรบ้าง

สำหรับ ช็อกโกแลต นั้นคือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากโกโก้ โดยการนำเมล็ดโกโก้กะเทาะเปลือกแล้วนำเนื้อโกโก้ไปบดเป็นผงโกโก้ จากนั้นใส่ไขมันโกโก้จนได้โกโก้ที่หนืดและเติมแต่งกลิ่นด้วยน้ำตาล น้ำนม สารให้กลิ่นรส และ ส่วนประกอบอื่น เช่น ผลไม้แห้ง ถั่วลิสง นัท ตามชอบ 

นอกจากนี้ช็อกโกแลต หรือดาร์กช็อกโกแลต สัญลักษณ์แห่งความรักและมิตรภาพจึงถูกใช้เป็นของขวัญในเทศกาลต่างๆ เช่น วันวาเลนไทน์ วันปีใหม่ วันคริสต์มาส วันเกิด วันครบรอบ วันรับปริญญา ของขวัญแต่งงาน และใช้ประดับต้นคริสต์มาส หากใครกำลังสังสัยว่า ช็อกโกแลตมีกี่ชนิด และมีประโยชน์อะไรบ้าง ก็มาดูกันได้เลย

ช็อกโกแลตมีกี่ชนิด

1. ช็อคโกแลตดำ ( Dark chocolate ) เป็นช็อกโกแลตที่ประกอบด้วยประกอบด้วยโกโก้ลิเคอร์ ( Cocoa Liquor ) หรือโกโก้เค้ก ( Cocoa Cake ) เนยโกโก้ และน้ำตาล

2. ช็อคโกแลตขมนำ ( unsweetened chocolate หรือ bitter chocolate ) เป็นช็อกโกแลตที่ประกอบด้วยประกอบด้วยโกโก้ลิเคอร์ ( Cocoa Liquor ) หรือโกโก้เค้ก ( Cocoa Cake ) เนยโกโก้ และน้ำตาล แต่จะมีน้ำตาลเพียงเล็กน้อย มีรสขมมากกว่ารสหวาน

3. ช็อคโกแลตนม ( milk chocolate ) ประกอบด้วยโกโก้ลิเคอร์ ( Cocoa Liquor ) หรือโกโก้เค้ก ( Cocoa Cake ) เนยโกโก้ นมผง และน้ำตาล

4. ช็อคโกแลตขาว ( White chocolate ) เป็นช็อกโกแลตที่ไม่มีส่วนประกอบของโกโก้ลิเคอร์ ( Cocoa Liquor ) หรือโกโก้เค้ก ( Cocoa Cake ) แต่จะประกอบด้วยเนยโกโก้ นม และน้ำตาล เนื้อช็อกโกแลตมีสีขาวล้วน

5. ช็อคโกแลตเนยโกโก้ ( Coating nass ) เป็นช็อกโกแลตที่มีส่วนประกอบของเนยโกโก้สูงหรือใช้สารทดแทนเนยโกโก้ชนิด non-lauric CBR ทำให้เนื้อช็อกโกแลตแข็งตัวเร็ว เหมาะสำหรับใช้เคลือบหรือชุบขนมให้ด้านนอกขนมมีแลดูสวยงาม ผิวมีความเนียนเรียบ และแลดูมันวาว อีกทั้งยังเพื่อเพิ่มรสช็อกโกแลตให้แก่ขนมเพียงเล็กน้อย โดยไม่ทำให้รสชาติขนมเปลี่ยนไปมาก

6. ช็อคโกแลตคอมพาวด์โคทติง ( Compound coatings chocolate ) เป็นช็อกโกแลตผสมที่มีการเติมไขมันพืชทดแทนเนยโกโก้ และใช้ผงโกโก้ ( Cocoa Power ) แทนโกโก้ลิเคอร์ ( Cocoa Liquor ) ทำให้เติมเครื่องแต่งสีหรือรสได้ตามต้องการ

7. คูเวอร์เจอร์ช็อคโกแลต ( Couverture chocolate ) หมายถึง ช็อกโกแลตที่มีส่วนผสมของเนยโกโก้มาก มีไขมันมากกว่า 30 เปอเซ็นต์ และมีส่วนผสมของ น้ำตาล น้ำนม เหมาะสำหรับใช้เคลือบอาหาร

8. ช็อคโกแลตชนิดเส้น ช็อกโกแลตชนิดเกร็ด ( chocolate chip ) หมายถึง ช็อกโกแลตที่ทำเป็น เส้น หรือ เม็ดขนาดเล็ก ใช้เป็นส่วนผสมในเบเกอรี่ ( bakery )

9. ช็อคโกแลตชนิดครีม หมายถึง ช็อกโกแลตที่ใส่น้ำตาล ครีม

ประโยชน์ของช็อกโกแลต

  • การกินช็อกโกแลตขนาดแค่เหรียญบาทเป็นประจำทุกวัน ก็สามารถช่วยควบคุมน้ำหนักตัวได้
  • การกินช็อกโกแลตอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งช่วยลดความเสี่ยงเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจได้สูงถึงร้อยละ 44
  • ช่วยขยายหลอดเลือด ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว
  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำของสมองให้นานมากขึ้นถึง 2-3 ชั่วโมง
  • ช่วยปรับสมดุลความดันโลหิตลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานประเภท 2
  • ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็ง
  • ช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก
  • ช่วยป้องกันเซลล์ผิวถูกทำลายจากแสงแดดได้
  • ช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟินออกมาปรับสมดุลอารมณ์ ทำให้อารมณ์ดีขึ้นคนท้องที่กินช็อกโกแลตเป็นประจำมีแนวโน้มว่าลูกน้อยในครรภ์เป็นเด็กอารมณ์ดี ลดความเสี่ยงต่อครรภ์เป็นพิษ

ปากเหี่ยวเป็นรอยย่น ปัญหาใหญ่สำหรับสาวๆ แก้ไขอย่างไรดี

ปัญหารอยตีนกาและรอยเหี่ยวย่นต่างๆ นั้น มักจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับสาวๆ เอามากๆ เพราะนั่นคือสัญลักษญ์ของวัยที่เริ่มร่วงโรย เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ริมฝีปากที่เคยอวบอิ่มเต่งตึงก็เหี่ยวลง และมีริ้วรอยยับ ๆ ย่น ๆ ปรากฏขึ้นมาได้เช่นกัน แล้วจะจัดการกับริ้วรอยไม่พึงปรารถนาที่ริมฝีปากนี้อย่างไรดีล่ะ วันนี้เราจึงนำบทความ ปากเหี่ยวเป็นรอยย่น ปัญหาใหญ่สำหรับสาวๆ แก้ไขอย่างไรดี มาฝากกัน

1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
พฤติกรรมบางอย่างที่ต้องห่อปากก็ทำให้สะสมเกิดเป็นริ้วรอยได้โดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการผิวปาก การดูดน้ำจากหลอด รวมไปถึงการสูบบุหรี่ เพราะฉะนั้นงด ลด เลิก พฤติกรรมเหล่านี้ไป หรือทำให้น้อยที่สุด ก็จะชะลอการเกิดรอบเหี่ยวย่นที่ริมฝีปากได้

2. ปากยิ่งแห้งยิ่งเหี่ยว จึงต้องบำรุงอย่างเข้มข้น
ผิวที่ริมฝีปากเป็นผิวบริเวณที่ไร้ ซึ่งต่อมเหงื่อ ผิวส่วนนี้จึงรักษาความชุ่มชื้นได้ไม่ดีเท่าไรนัก และหากใครเป็นคนที่ริมฝีปากแห้งอยู่แล้ว คุณยิ่งมีโอกาสริมฝีปากเหี่ยวเร็วรุดหน้าไปไวกว่าคนอื่น ๆ ถึง 2 เท่า ทั้งแห้ง ทั้งแตก และย่นยับ จึงควรบำรุงริมฝีปากอย่างสม่ำเสมอด้วยลิปบาล์มเนื้อหนักและเข้มข้น ที่มีส่วนผสมของเรตินอยด์และโคเอนไซม์คิว 10 ที่จะช่วยกระตุ้นให้ผิวผลิตคอลลาเจนมากขึ้น รวมทั้งมีส่วนผสมของกรดไฮยารูลอน ที่จะช่วยให้ผิวดูเต่งตึง นอกจากนี้ห้ามเลียริมฝีปากเด็ดขาด เพราะเมื่อน้ำลายแห้งและระเหยไป ก็จะยิ่งพาความชุ่มชื้นไปจากริมฝีปากด้วย

3. ลอกผิวริมฝีปากด้วย Glycolic peel
ฟังแล้วอาจจะดูน่ากลัว แต่ก็เป็นอีกวิธีงที่ใช้ได้ผลสำหรับผิวริมฝีปากที่มีริ้วรอยไม่ลึกมาก โดยทรีตเม้นต์ที่ใช้จะเป็น ไกลโคลิก พีล (Glycolic peel) หรือการลอกผิวด้วยกรดไกลโคลิก ซึ่งเป็นกรดที่อ่อนโยนที่สุดในบรรดาการลอกผิวด้วยเคมี อย่างไรก็ตามควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

4. กรอผิวริมฝีปากด้วยวิธี Microdermabrasion
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถใช้จัดการริ้วรอยบาง ๆ ได้ ด้วยวิธีกรอผิวแบบ ไมโครเดอมาเบรชั่น (microdermabrasion) อย่างไรก็ดี หากต้องการจัดการริ้วรอยริมฝีปากที่ค่อนข้างลึก อาจต้องเลือกพิจารณากรอผิวแบบธรรมดา หรือ เดอมาเบรชั่น (dermabrasion) ซึ่งสามารถใช้รักษารอยหลุมสิวหรือริ้วรอยลึก ให้ตื้นและเรียบขึ้น แต่วิธีการเช่นนี้อาจส่งผลข้างเคียงบางประการกับริมฝีปากได้

5. พรางสายตาจากริ้วรอย ด้วยการเขียนขอบปาก
วิธีนี้สำหรับคนที่ไม่มีทุนมากพอสำหรับการทำทรีตเม้นต์แพง ๆ และยังไม่ถึงเวลาอันสมควรที่จะเปลี่ยนสกินแคร์ตัวใหม่สำหรับริมฝีปาก คุณสามารถใช้ทริคการแต่งหน้านี้ช่วยไปก่อนได้ โดยเขียนขอบปากที่ขอบนอกของบริเวณรอยหยักกลางริมฝีปากบนและล่าง จากนั้นใช้ลิปสติกเติมเต็มด้านในตามปกติ ริมฝีปากของคุณจะดูเต็มและดูอิ่มเอิบมากขึ้น

6. ปกปิดแล้วไฮไลท์
อีกหนึ่งวิธีการเมคอัพสำหรับริมฝีปากเพื่อรูปปากที่เต่งตูมขึ้น โดยการใช้คอนซีลเลอร์ที่เป็นเฉดสีเดียวกับรองพื้นที่คุณใช้ ลงให้ทั่วรอบ ๆ ริมฝีปาก จากนั้นทาปากตามปกติ ปิดท้ายด้วยการใช้ลิปกลอสแต้มเฉพาะที่ตรงกลางของริมฝีปากบนและล่าง ความมันวาวของกลอสจะทำให้ริมฝีปากดูอวบอิ่มขึ้น จนลืมสนใจเรื่องริ้วรอยไปเลยล่ะ

7. Botox
โบท็อกซ์ (Botox) เป็นวิธีการชะงักริ้วรอยยอดฮิต และมันก็สามารถนำมาใช้ในการรักษาริ้วรอยที่ริมฝีปากได้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากสารโบท็อกซ์ลดหรืองดการทำงานของกล้ามเนื้อรอบ ๆ ริมฝีปาก จึงทำให้ไม่เกิดริ้วรอยเพิ่มขึ้น ริ้วรอยเดิมที่มีอยู่เมื่อไม่ถูกกระตุ้นให้ขยับเคลื่อนไหว ก็ดูบางลงได้ด้วย

8. ฉีดฟิลเลอร์
เติมเต็มร่องริ้วรอยที่ริมฝีปาก ทำให้มันกลับมาอวบอิ่มอีกครั้งด้วยการฉีดฟิลเลอร์ โดยที่ฟิลเลอร์บางชนิดยังสามารถกระตุ้นการทำงานของคอลลาเจนได้ด้วย แต่อย่างไรก็ดี การฉีดฟิลเลอร์อาจส่งผลข้างเคียงบางประการได้ จึงควรปรึกษาและเลือกทำกับแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น

เราได้รู้แล้วว่า ปากเหี่ยวเป็นรอยย่น ปัญหาใหญ่สำหรับสาวๆ แก้ไขอย่างไรดี ทีนี้ เราก็ต้องอย่าลืมดูแลตัวเองให้ดี ริมฝีปากของเรานั้นสำคัญมาก ไม่ควรปล่อยให้ไม่น่ามอง เพราะรืมฝีปากนั้นถือว่าเป็นเสน่ห์และสิ่งที่น่าดึงดูดอย่างนึงเลย

เป็นสิวอุดตันก็หายได้ด้วยวิธีง่ายๆ 3 ขั้นตอน

หนึ่งในปัญหาที่เกิดกับผิวและทำให้สาวๆ ต้องหมั่นหาวิธีรักษาอยู่ตลอดเวลาก็คือ เป็นสิวอุดตัน ซึ่งสิวชนิดนี้แม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็เป็นสิวที่ต่อให้กดสิวออกกี่ครั้ง ก็ยังคงกลับมากวนใจบนผิวหน้าอยู่เสมอ วันนี้เราจึงมีบทความ เป็นสิวอุดตันก็หายได้ด้วยวิธีง่ายๆ 3 ขั้นตอน มาฝากสาวๆ กัน

สิวอุดตันคืออะไร
สิวอุดตันคือสิวที่เกิดจากการอุดตันของเซลล์เยื่อบุผิวหนังที่ตายไปแล้ว ผสมกับน้ำมันบนผิวหน้าที่ผลิตมาจากต่อมไขมันใต้ผิวหนัง ซึ่งการอุดตันของมันจะเริ่มจากภายในรูขุมขนใต้ผิวหนัง ส่วนปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวอุดตันนั้นมีมากมาย ในส่วนของสิวอุดตันนั้นมักพบบริเวณหน้าผากและคางมากที่สุด

ตัวการที่ทำให้เกิดสิวอุดตัน
ในส่วนของตัวการที่ทำให้เกิดสิวอุดตันนั้นมีมากมายหลายสาเหตุ เช่น
1.เกิดจากการผลัดเซลล์ผิดปกติ ทำให้เกิดการสะสมของเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วบนผิวหนัง จนทำให้เกิดการอุดตันตามมา
2.เกิดจากการที่ต่อมไขมันสร้างไขมันออกมามาก ทำให้เกิดการอุดตันในท่อระบายไขมันที่เปิดผิวหนัง
3.แพ้เครื่องสำอางบางชนิด รวมทั้งการใช้เครื่องสำอางหรือครีมบำรุงต่างๆ ที่มีสารสเตียรอยด์
4.ร่างกายเผชิญกับสภาวะเครียด รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนต่างๆ
5.ผิวหน้ามีสิ่งสกปรกตกค้างจากการล้างหน้าไม่สะอาด ทำให้ไขมันต่างๆ เข้าไปอุดตันรูขุมขน

3 ขั้นตอนรักษาสิวอุดตันที่ทำได้ง่าย
หลังจากที่สาวๆ รู้ถึงสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิดสิวอุดตันกันไปเรียบร้อยแล้ว มาดูวิธีการรักษาสิวอุดตันในแต่ละขั้นตอนกันเลย ซึ่งมีทั้งหมด 3 ขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ล้างหน้าให้ถูกวิธี
ขั้นตอนการรักษาสิวอุดตันที่สาวๆ ควรให้ความสำคัญอย่างมากก็คือ การล้างหน้าให้ถูกวิธี โดยเริ่มจากการใช้คลีนซิ่ง แล้วตามด้วยโฟมล้างหน้า ไม่ว่าวันนั้นจะเป็นวันที่คุณแต่งหน้าหรือไม่ก็ตาม การล้างหน้าก็ควรใช้คลีนซิ่งและโฟมในการทำความสะอาดใบหน้าให้สะอาดหมดจด

ขั้นตอนที่ 2 ใช้มอยส์เจอไรเซอร์ตรงกับสภาพผิว
ผ่านการล้างหน้าเรียบร้อยแล้ว ให้ต่อด้วยการใช้มอยส์เจอไรเซอร์ เพื่อบำรุงผิวและเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว ทั้งนี้ควรเลือกมอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน น้ำหอม พาราเบน และควรเลือกมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวหนัง โดยสาวๆ สามารถเลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนประกอบของ AHA และ Salicylic Acid เพราะเป็นส่วนประกอบที่ช่วยผลัดเซลล์ให้เป็นปกติ พร้อมทั้งช่วยป้องกันการเกิดสิวอุดตันได้ดี

ขั้นตอนที่ 3 ใช้ยาแต้มสิวแบบตรงจุด
หลังจากผ่านการล้างหน้าที่ถูกวิธี และทามอยส์เจอไรเซอร์เพื่อบำรุงผิวเรียบร้อยแล้ว ให้ต่อด้วยการใช้ยาแต้มสิว เพราะการใช้ยาแต้มสิวถือเป็นการแก้ปัญหาสิวได้ตรงจุดที่สุด

เมื่อรู้แล้วว่า เป็นสิวอุดตันก็หายได้ด้วยวิธีง่ายๆ 3 ขั้นตอน นั้น การพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความเครียด ไม่เอามือสัมผัสผิวหน้า ไม่แกะและไม่บีบสิว ก็ถือเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดสิวอุดตันได้เช่นกัน